การต่อสายสัญญาณ( Connector
cable )
สายสัญญาณแบบ Balance และ Unbalance
สายแบบ Balanced
อิงไปถึงสายสัญญาณที่มี 3ขั้ว โดยสองขั้วในนั้นเป็นgroundที่อิสระต่อกัน โดยขั้วหนึ่งเป็น +และอีกขั้วเป็น –กระแสไฟฟ้าจะวิ่งผ่านกราวด์ ทั้งสองขั้วจึงมีสัญญาณวิ่งอยู่
ประโยชน์ของโครงสร้างแบบนี้คือ
สัญญาณรบกวนที่อยู่ในทั้งสองขั้วจะมีความคล้ายคลึงกัน ทั้ง +และ –ดังนั้นเมื่อสัญญาณวิ่งมาสู่ปลายทาง สัญญาณรบกวนก็จะถูกลบทิ้งไปได้
วิธีการนี้เรียกว่า “common mode rejection” และ
จะเกิดขึ้นเนื่องจากอุปกรณ์ปลายทางจะเห็นสัญญาณรบกวนอยู่ในลักษณะout-of-phaseและลบล้างกันไปเอง สายแบบBalanceจึงเหมาะสำหรับการเดินสายที่มีระยะห่างกันมากๆ เนื่องจากคุณสมบัติลดเสียงรบกวนดังที่กล่าวมา ขั้วต่อแบบ XLRและTRSถูกออกแบบมาให้ส่งสัญญาณแบบ Balance จากอุปกรณ์ Balance ไปยังอุปกรณ์ Balance อีกตัวหนึ่ง
สายแบบ Unbalance
มีความซับซ้อนน้อยกว่าและราคาถูก
แต่ก็มีข้อจำกัดในการใช้งาน สัญญาณเสียงทุกชนิดต้องวิ่งผ่านสาย 2เส้น ในกรณีถ้าสายเป็นแบบ unbalanceสายเส้นหนึ่งจะนำสัญญาณเสียง ส่วนอีกเส้นหนึ่งก็จะเป็น groundสายแบบ Unbalanceมักจะไวต่อปัญหาเรื่อง noise มากว่าแบบ balanceเนื่องจาก noise ที่วิ่งเข้ามาจะไม่ถูกล้างออกไปด้วย noise ที่อยู่ในสายอีกเส้นหนึ่ง
และ ก็จะนำสัญญาณที่มี noiseนั้นเข้าไปสู่อุปกรณ์ปลายทาง
ดังนั้น สายแบบ unbalance จึงจำกัดระยะทางการใช้งาน
ให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยปกติแล้ว น้อยกว่า 25–30 ฟุต เพื่อที่จะได้ลดทอนปัญหาnoiseให้น้อยลง
ประเภทของ Connector
ในงานด้านเสียงจะมี connectorที่รู้จักกันอย่างดี 5แบบ
คือ TRSและXLRสำหรับการเชื่อมต่อแบบ
balanced และ TS,RCA,Banana plugsสำหรับการเชื่อมต่อแบบunbalanced
Connector แบบ XLR
เป็นขั้วต่อกลม 3เข็ม ที่พัฒนาโดย Cannon,ขั้วต่อ
XLRกลายมาเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมและผู้ผลิตจำนวนมากได้ผลิตconnectorรูปลักษณ์แบบนี้ออกมา ซึ่งจะมีทั้งขั้ว+,ขั้ว–และกราวด์อยู่ภายใน ในระบบเสียง connector XLRมักจะใช้ส่งสัญญาณ balancedไมค์เข้าสู่ Mixerและสัญญาณ line-level ไปสู่ Mixerหรือลำโพง ตัวอย่างผู้ผลิตขั้วต่อประเภทนี้คือ Monster Cable
P500M20
 |
| Connector แบบ TRS |
Connector แบบ TRS
ย่อมาจาก“Tip Ring Sleeve”เป็นชื่อเรียกของขั้วต่อแบบ balanced
ที่มีขนาด 1/4นิ้วหรือ1/8นิ้ว หากต้องการทราบหน้าตาของconnectionแบบTRSให้ดูที่หูฟัง ลักษณะจะคล้าย ๆ แบบ 1/4นิ้ว
เพียงแต่เพิ่มRingเข้ามาเท่านั้น
ดั้งนั้นจึงเป็นที่มาของคำว่าTip,Ring,Sleeve ขั้วต่อแบบ TRSมักจะใช้ในกรณีที่อุปกรณ์ ต้องมี 2 ขั้วสัญญาณและ 1 ground อยู่ใน connectionเดียวกัน
จะเห็นได้บ่อยในอุปกรณ์ประเภท balanced ผู้ผลิตอย่างเช่น Hosa(CSR 103)ก็มีคุณภาพดี
 |
| Connector แบบ TS |
Connector แบบ TS
ย่อมาจาก“Tip Sleeve”ซึ่งจะหมายถึงขั้วต่อขนาด1/4นิ้วที่มีแกนข้างใน 2เส้นทำงานในแบบ unbalancedในระหว่าง tip และ sleeveจะมีฉนวนกั้นอยู่ ส่วนที่เรียกว่า tipจะเป็นตัวนำสัญญาณ
ในขณะที่sleeveจะเป็นgroundหรือshield,ขั้วต่อแบบ TS มักจะใช้ในกีตาร์ หรือ line-level
 |
| Connector แบบ RCA |
Connector แบบ RCA
หัวต่อ RCAรู้จักกันในนามphono connectorมักจะใช้ในการต่อระหว่างอุปกรณ์เครื่องเสียงภายในบ้าน หัวต่อ RCAถูกคิดค้นโดย RCA Corporationในต้นยุค 1900 แล้วจึงเริ่มรู้จักกันในชื่อ หัวต่อ RCA,Mixerบางรุ่นจะมีขั้วต่อสัญญาณจากเทปหรือซีดี เข้า/ออก ในรูปแบบนี้
 |
| Connector แบบ Banana Plug |
Connector แบบ Banana
Plug
มักนิยมใช้ในการต่อระหว่างลำโพงและตู้แอมพ์ โครงสร้างของ Banana Plug จะมีสองขั้วแยกออกจากกันประมาณ3/4นิ้ว ซึ่งจะเสียบได้พอดีกับด้านหลังของตู้แอมพ์
 |
| การเสียบ Connector แบบ Banana |
รูปแบบการ Shield สายสัญญาณ
Braided Shield
Braided Shield
เกิดจากการนำสายทองแดงมาถักกันรอบ ๆ
ฉนวน โดยมีแกนกลางเป็นสายนำสัญญาณ พื้นที่การ Shield แบบนี้อาจจะครอบคลุมตั้งแต่ 50 ถึง 97% ของผิว มีคุณสมบัติป้องกันการรบกวนจากสัญญาณ RF ที่แม้จะมีคลื่นสั้น
ได้เป็นอย่างดี จุดด้อยเพียงอย่างเดียวคือ มีราคาแพง เนื่องจากผลิตได้ช้า และ
ต้องใช้แรงงานคนด้วย
 |
สายแบบ Serve Shield
|
Serve Shield
หรือรู้จักกันในนาม “spiral-wrapped shield” เกิดจาการนำชั้นทองแดงมาพันบิดเป็นเกลียวในทิศทางเดียว
มีความยืดหยุ่นสูง เสียหายได้ยากกว่า แต่ก็ป้องกันการรบกวนของสัญญาณ RF ได้น้อยกว่าแบบ Braided Shield, Serve Shield นั้นมีราคาประหยัดกว่า
เนื่องจากใช้ทองแดงน้อยกว่า ผลิตได้เร็ว
 |
สายแบบ Foil Shield
|
Foil Shield
ทำมาจาก Mylar อลูมิเนียมฟอยล์ ที่สัมผัสกับสายทองแดงที่ปลาย
รูปแบบนี้ทำให้มีราคาถูก แต่ก็จำกัดการใช้งาน และ อาจเสียหายได้ง่าย
ส่วนทีเป็นฟอยล์ จะคลุมพื้นที่ 100% แต่ impedance สูง (อลูมิเนียมเป็นตัวนำที่ด้อยกว่าทองแดง) โดยเฉพาะกับความถี่ต่ำ
การเชื่อมสายสัญญาณที่ถูกต้องมี 2 ประเภท
1.การเชื่อมต่อแบบ BALANCED คือการเชื่อมต่อสายสัญญาณ ที่ใช้สายสัญญาณ 3
เส้น การต่อแบบนี้จะทำให้สัญญาณมีความแรง เสียงรบกวนน้อยเพราะมีการหักล้าง
2.การเชื่อมต่อแบบ UNBALANCED คือการเชื่อมต่อสายสัญญาณ ที่ใช้สายสัญญาณ 2
เส้น การต่อแบบนี้จะทำให้สัญญาณมีเสียงรบกวนบ้าง